Simply님의 프로필เป็น Top เอง사진블로그리스트기타 도구 도움말

Toffee Simply

เป็น Top เอง

Less is More !!!
사진(1/11)
1월 23일

รสโลกที่ลิ้นไม่ยอมรับ

เมื่อข้าพเจ้าสะดุ้งตื่นขึ้นมาในเช้าสีเทา 
พบว่าตนกำลังว่ายเวียนเวิ้งว้างอยู่ในโลกที่ว้าเหว่
จากความแหว่งวิ่นสิ้นไร้ไมตรีจิตบริสุทธิ์ต่อกันของเพื่อนมนุษย์ 
มากกว่านั้นความกดดันจากความเลื่อนลอย
ของการดำเนินชีวิตเยี่ยงสัตว์สมองน้อย
ที่มองเห็นเพียงภาพเวลาตรงหน้าไม่เห็นอดีตหรืออนาคต 
ซ้ำยังเดินทางปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์อื่นกลมกลืนเฉกเช่นเดียวกับสัตว์อื่นแห่งสังคมจอมปลอม 
จนเกินเยียวยาน้ำตาจากความชิงชังตนเองและตีบตันทางออก
ก็พรั่งพรูหลั่งไหลถมทะเลแห่งความไร้แก่นสาระจนเต็มตื้น
ผลักไสส่งข้าพเจ้าให้ล้นทะลักไหลลอยไปกับคลื่นยักษ์กระแสหลักที่มิอาจต้านทานได้ 
ร่างเกยเนินทรายแห้งผาก  สติเริ่มดิ่งดับวูบลางเลือนลง ทว่าก่อนสำนึกสุดท้ายจะหลุดขาด 
ภาพที่เห็น เงาลางสลัวของคนชราต่างเพศคู่หนึ่งกำลังจูงมือสอดผสานความรักผ่านการสัมผัส

อบอุ่นจนกรุ่นกระไอแผ่ซ่านแน่นบรรยากาศ
ราวกับยื่นมือออกมาตบหน้าเรียกสติให้มนุษย์ผู้หยาบกระด้าง
ได้สำเหนียกก่อนสติสะบั้นขาดแต่ก็ไร้ผล 

คอเหือดระหายแห้งป่นเป็นผุยผงเหงื่อกาฬไหลชุ่มตัว
อีกครั้งที่สะดุ้งตื่น
ภาพตรงหน้ามิใช่ทะเลหรือเนินทราย  แต่มันเป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กกว่าแมวดิ้นตาย
กลาดเกลื่อนไปด้วยข้างของรุงรังเปล่าเปลืองในชีวิต
ยัดเยียดอัดแน่นสารภาพความเพิกเฉยต่อพื้นที่ส่วนตัวจากเวลาอันจำกัดในชีวิต

อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ข้าพเจ้าก็ยังต้องไหลเลื่อนไปในกระแสเดิมที่คุ้นชินมาตลอดชีวิตอย่างปฏิเสธมิได้
หรือไม่เคยคิดจะปฏิเสธ ก็ไม่อาจรู้ได้

แต่อย่างหนึ่งที่รู้ คือ ลิ้นข้าพเจ้าสัมผัสรสเค็มของน้ำทะเลอันเลวร้ายนั้น
ผ่านหยดหยาดของน้ำตาที่ไหลรื้นเอ่อขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
รสชาติมันทรามเกินกว่าจะทนลิ้มรสมันได้อีก

คำถาม คือ แล้วข้าพเจ้าจะทำอย่างไร

 


ปล. เรื่องนี้เป็นเรื่องสมมุติขึ้น  มิได้มีที่มาจากปมในชีวิตของผู้เขียนแต่อย่างใด  อ่าน Chillๆ นะ

6월 24일

Chapter 9 - เราไม่ใช่อัตตาของเรา

1. แก่นธรรมกลางสภาเบียร์

เมื่อหลายวันก่อนได้มีโอกาสนั่งสนทนากับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งถึง แก่นของจิต  เป็นกระทู้ที่นับว่าค่อนข้างไกลสำหรับคนห่างศาสนาอย่างผมอยู่เอาการ  แต่น่าแปลกที่กลับกลายเป็นว่า  การสนทนาออกรสออกชาติสนุกสนานกินเวลานานหลายชั่วโมงเลยทีเดียว

และยิ่งแปลกที่เป็นวงสนทนาที่มีความขัดแย้งรุนแรงเหลือเกิน  ความคิดเห็นส่วนตัวของแต่ละองค์ประชุมไหลลงคละคลุกกับกลิ่นของน้ำเบียร์สีเหลืองทองอำพันในแก้วเย็นเหยียบ  ถัดไปไม่ไกลจากโต๊ะในจอตู้กำลังถ่ายทอดสดภาพการซัลโวประตูขึ้นนำ 4-0 ของอาร์เจนติน่าในช่วงมหกรรม(บ้า)บอลโลก  ถือเป็นสภาเบียร์ที่มีแง่คิดในทางบวกหักล้างกับอบายมุขได้พอดิบพอดี

ความจริงสัมบูรณ์และ การละลดอัตตาเป็นประเด็นหลักที่เราพูดคุยกัน  ผู้ใหญ่ท่านนั้น  สรุปเป็นทฤษฎีส่วนตัวให้เราฟังว่า  ความจริงของทุกเรื่องในโลกนั้นมีแค่สองอย่าง  คือ  ความจริงสัมบูรณ์  และ ความจริงสมมุติ  แน่นอนว่า  แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าเราควรยึดเอาความจริงไหนเป็นที่ตั้งของการดำเนินชีวิต  แต่ในชีวิตจริงนั้นทำได้ง่ายซะที่ไหน  ความจริงสมมุตินั้นจะฉาบฉวย วูบวาบ สวยงามกว่า  เป็นเหมือนขนมหวานที่เราหลงใหลกินเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ  แต่มันเป็นมายาที่เปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยแวดล้อมได้เสมอ  หากเรายึดเอาความจริงนั้นเป็นที่ตั้ง  จะทำให้เราสุข-ทุกข์วูบไหวไม่มั่นคง  และมักเป็นทุกข์ได้ง่ายและมากกว่า

แต่ถ้ายึดเอาความจริงสัมบูรณ์  ก็จะต้องตามให้ทันว่าเบื้องหลักของการณ์นั้นคืออะไร  แล้วทำให้เสมือนกับมีความว่างในจิต  ที่ไม่ยึดติดกับอะไรทั้งนั้น  มันไม่ทุกข์ ไม่สุข  มันสูญ  ทำให้แตกประเด็นมาถึงการไม่ติดอัตตาที่ประยุกต์ใช้ได้กับการดำเนินชีวิตจริง  ว่าแค่ไหนจึงพอดี  เราถกกันว่าคนส่วนมากมักเข้าใจว่าเมื่อไม่ยึดอัตตา  ปล่อยวางแล้วจะต้องละทิ้งทุกอย่างให้สิ้น  ทำตัวเหมือนกับคนตายที่ยังหายใจ  อย่างนั้นถือว่าเป็นอัตตาอีกแบบที่สุดขั้วเกินไป 

จนจบการสนทนาด้วยใบหน้าแดงก่ำแอลกอฮอลล์  ก็ยังไม่มีข้อยุติว่า  แค่ไหนถึงเรียกว่าพอดี  เพราะแต่ละคนมีอัตตาที่แตกต่างและจำเป็นต้องคิดเอาเองว่า จุดพอดีอยู่ตรงไหน  แต่จุดสำคัญอยู่ที่  อย่างน้อยก็ขอให้ได้แวะเข้าไปทักทายและทำความรู้จักกับอัตตาข้างในบ้างเป็นครั้งคราวก็ยังดีกว่าทำเหมือนไม่รู้จักกัน  ปล่อยให้มันควบคุมเราตลอดไป

 

2. เรา คือ เราและเรา

                หลายคนคงเคยมีโอกาสอ่านงานเขียนของปราบดา  หยุ่นที่พูดถึงความรู้สึกส่วนตัวที่มีต่อความว่า เราพอดีกับเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้บังเอิญคุยกับเพื่อนถึงเรื่องของ เราเธอให้ความสำคัญในแง่ของจำนวนนับและความลึกซึ้งในเชิงปฏิสัมพันธ์เป็นหลัก   เรา สำหรับเธอจะไม่ใช้เรียกแทนตัวเอง  จะถูกใช้เฉพาะเมื่อมีคนสองคนที่อยู่รวมกัน  แต่ว่าถ้ายังมีระยะห่างที่ยังไม่ได้รับการยอมรับด้านความรู้สึกจะยังถูกว่าตำแหน่งเป็น มึงกับ กูเท่านั้น  อย่าได้บังอาจมาทึกทักเรียกรวมเป็น เราเป็นอันขาด  แสดงได้ว่าเป็นการให้ความสำคัญกับการคัดสรรและเปิดให้ใครสักคนเข้าไปได้รวมกับตัวตนข้างในได้ยากเอาการ

                ซึ่งตรงกันข้ามกับความรู้สึกของผมที่เห็นพ้องกับของปราบดา หยุ่นว่า  เรา นั้น  เป็นได้ทั้ง เราคนเดียว  กับเราหลายคน  เพราะตลอด 24 ปี  ที่ผมเติบโตมานั้น  ผมได้ซึมซับเก็บเกี่ยวบางสิ่งบางอย่างจากผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไว้ไม่มากก็น้อย  ส่วนผสมในตัวผมจึงหลากหลายร้อยพ่อพันแม่มาก  การจะเรียกแทนตัวเองว่า เรา ก็คงไม่ผิดนัก  และที่สำคัญมันให้ความรู้สึกอบอุ่นมากกว่า ผมตั้งมาก   เพราะ ผม-คุณเป็นสรรพนามที่มีหน้ากากค่อนข้างหนาชวนอึดอัดเหลือเกิน  แต่สุดท้าย เราจะคืออะไรมันก็เป็นเพียงคำสมมุติเท่านั้น  อย่าไปยึดติดเอาเป็นอัตตาอะไรเลย - จริงไหมครับ      

 

6월 4일

Chapter 8 - Always

          ถ้าให้นับกันอย่างจริงจังก็คงได้ราวๆสัก 20-30 หัวที่โผล่พ้นเก้าอี้ขึ้นมา  ซึ่งถือว่ามากแล้วสำหรับ  หนังนอกกระแสรอบค่ำที่ยืนยงฉายมาเกือบ 2 เดือน
          หลังจากฟังเสียงวิพากษ์ที่ค่อนไปในเชิงบวก  แล้วก็อยากดูขึ้นมาก่อนที่จะลาโรงไปซะก่อน  และเมื่อได้ดูก็ต้องค้อมศีรษะผงกหัวเห็นพ้องวิจารณ์ไปในแนวเดียวกัน  บทภาพยนตร์  นักแสดง  จังหวะของหนังทำได้ดีมาก  และมีหลายฉากที่ตั้งใจเรียกน้ำตาคนดูซึ่งก็ทำได้ผลอยู่หมัดชะงัดงันทีเดียว  เพราะผมเห็นหลายคนยกมือขึ้นปาดน้ำตาคนละทีสองที
ประเด็นของเรื่องมองตรงไปที่ทัศนคติที่มีต่อการดำรงชีวิตที่พยายามต่อต้านความเสื่อมโทรมของภาวะทุนนิยม(ที่เกิดขึ้นและครอบงำคนญี่ปุ่นไปเรียบร้อยแล้ว)  หนังแสดงให้เห็นถึงความสวยงามของจิตใจใฝ่ดี  แต่เสียดายที่ไม่เข้าใจถึงสัญลักษณ์ 'หอโตเกียว' คือ อะไรมีความสำคัญและสร้างขึ้นเพื่อรำลึกอะไรหลังสงครามโลกหรือเปล่า  ซึ่งคิดว่าถ้าเข้าใจตรงจุดนี้  อาจช่วยเพิ่มอรรถรสได้อีกเล็กน้อย
           เมื่อวานถือเป็นอีกวันที่ผ่านไปอย่างเนิบนาบเชื่องช้า  ทว่ากลับทำให้มองตามทุกความคิดที่เกิดกับทุกกริยาจากคนรอบกาย  บรรยากาศและสภาพแวดล้อม  จนรู้สึกราวกำลังยืนอยู่ในที่สูงก้มหน้าลงมอง  ตัวเองที่กำลังวิ่งพล่านอยู่ในวังวนของความพยายามอยาก  ที่ก้าวไปสู่สถานที่ที่ตนเองจะเปี่ยมสุขได้
           และอดหัวเราะขำตัวเองไม่ได้  ที่ยิ่งวิ่งยิ่งเหนื่อยจนตาพร่าพรายมองอะไรไม่ชัดเจน  แต่หลังจากจับจดจ้องติดตามห้วงคิดได้กระชั้นขึ้นแบบนี้  ทำให้ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับตัวเองเหมือนกับคนนอกมองปัญหาที่มักวิเคราะห์ได้เด็ดขาดและแม่นยำกว่าคนในปัญหา
           ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือมั่นใจแบบลวงตาหรือเปล่า  แต่วันนี้ผมตระหนักได้แล้วว่า 'ชีวิต' คืออะไร  ในวัย 24 ปีของคนไกลศาสนาอย่างผมจะคิดไปถึง  ผมสัมผัสได้ถึงรักที่เปี่ยมล้นที่คนรอบตัวมอบให้  ผมรู้สึกอิ่มเอิบและขอบคุณมาก  ผมเชื่อว่าผมเต็มอิ่มแล้ว  ดำเนินชีวิตไปเยี่ยงนี้ได้อย่างมีความสุขได้สบาย  และยังมีเหลือเฟือสำหรับความรู้สึกดีๆที่พร้อมจะแบ่งปัน  เพราะผมได้รับมามากแล้ว  ถึงควรแล้วที่จะส่งต่อความรุ้สึกนั้นให้ผู้อื่นได้ซาบซึ้งแบบมิหวังผลแต่อย่างใด - ผมเชื่อว่าสักวันผมจะทำได้ 
5월 29일

Chapter 7 - ข้อความสวยที่ไม่จำเป็นต้องปุจฉา-วิสัชนา เสมอไป

1.

ลองคุยกันมากขึ้น  รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยใจ

จะทำให้รู้ว่า  เราโชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้รู้จักความรัก

อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งมีน้ำตา  ทั้งๆที่อีกคนหนึ่งกำลังดีใจ

อย่าปล่อยให้ใครอีกคนหนึ่งยิ้ม  ทั้งๆที่อีกคนหนึ่งกำลังร้องไห้

อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งพูด  ทั้งๆที่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการฟัง

อย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งหยิบยื่น  แต่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการ

ความรักต้องมาความรู้สึกของคน 2 คน

 

แม้ว่าอ่านดูแล้วจะละม้ายคล้าย  ข้อความแสนซึ้งดาษดื่นในฟอร์เวิร์ดเมลล์ทั่วไปก็ตามที

แต่ในวันนี้ผมกลับรู้สึกอินกับ"ความ"ในข้อความที่บังเอิญไปอ่านเจอเข้ามากมายผิดปกติเหลือเกิน

 

ใช่  ที่เรื่องราวการปฏิสัมพันธ์เป็นกริยากระทำที่เกิดขึ้นจากคนมากกว่า 1 คน 

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่บังคับให้เป็นไปตามทิศทางที่ใครคนใดคนหนึ่งต้องการและถูกใจนั้นเป็นเรื่องยาก

และเมื่อไม่พอใจ  ก็เป็นเรื่องยากขึ้นไปอีกที่จะทำใจยอมรับในความแตกต่าง

และนึกถึงอกเขาอกเราอย่างซาบซึ้งแท้จริง

 

2.

"ทำไม แกต้องรู้สึกว่าตัวเองถูกกระทำด้วย(วะ)"

เออ  ทำไมต้องรู้สึกแบบนี้อยู่ตลอด  โลกไม่ได้เป็น Binary Opposition นะ

มันยังมีสีอื่นๆ นอกจากขาว - ดำ - เทา  อีกมากมาย

แล้วผมก็ค้นพบว่า  เมื่อผมเดินเข้าไปจำลองสมมุติตัวเองเป็นคนที่ผมตั้งตนให้เป็นผู้กระทำ 

ผมจะทำเยี่ยงนั้นด้วยไหม  คำตอบ คือ "ทำ"

ใครต่างก็ต้องพาตัวเองไปยังพื้นที่ที่ตนพอใจสูงสุดกันทั้งนั้น 

แต่ก็ยังมักอยู่ภายในกรอบของการไม่เบียดเบียนหรือกระทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น  (ถ้าไม่จำเป็นจนถึงที่สุด)

จริงๆแล้ว  เราไม่จำเป้นต้องหาคำตอบให้กับทุกความสงสัยบ้างก็ดี 

ปล่อยให้มันเป็นพื้นที่ของความขุ่นมัวและว่างเว้นไว้ให้กับจินตนาการบ้างก็ได้เหมือนกัน

เพราะมันคงน่าเบื่อมาก  ถ้าทุกอย่างเป็นตรรกะ  เป็นปุจฉา-วิสัชนา  ไปซะทั้งหมด  จริงไหมครับ

 

5월 27일

chapter 6 - หรือจะเป็นดั่งคำสาปไม่ให้พบเจอวันใหม่

 

คบเธอมานานจนเผลอไป  รักจนล้นใจ

รักเธอมานานจนฝันไป  ว่าเธอคงมีใจ
ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไง เขาจะดีแค่ไหน
เขาจะเป็นยังไงเธอก็รักฉัน
ฝันถึงวันดีดี ที่เรามีกันและกัน
แม้จะมีเพียงวันที่ฉันฝันไป


รู้ว่าต้องทำใจรักไป  ปล่อยใจได้คุ้นเคย
รู้ว่าต้องทำใจเฉยเมย  ไม่เคยได้เอื้อนได้เอ่ยจนหมดใจ
ไม่ว่าฉันจะเป็นยังไง ฉันจะดีแค่ไหน
ฉันจะเป็นยังไงเธอก็เลือกเขา
ฝันถึงวันดีดี ที่เรามีกันสองเรา
แม้จะเป็นเพียงเราที่ฉันฝันไป


ฉันโดนสาปมาให้รักเธอ
วันที่เธอนั้นได้รักเขา
ใจโดนสาปให้ล่องตามเหมือนเงา
แอบอิงเธอบางเบา
กระซิบฟังเบาๆว่าฉันรักเธอ

 

ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้ของพี่โอ๋  ธีร์ ไชยเดช ทีไรเป็นต้องพาลให้คิดว่าทำไม  คนดีกับคนที่ใช่  มันไม่เป็นคนเดียวกัน(วะ)  เป็นคนดีให้ตายยังไงถ้าไม่ไปสะกิดใจให้ใครหันมามองมันก็ไม่มีค่าอะไรหรอก  แต่ลองเป็นคนที่ใช่ขึ้นมาแล้วแม้จะมีส่วนด่างพล่อยเราก็มักยอมรับได้โดยง่าย    

และจิตใจเราโดนสาปได้จริงหรือป่าว  หรือเป็นเพียงกับดักทางความรู้สึกของการยึดติดกับพื้นที่สวยงามที่เคยยืนจนไม่กล้าและไม่ยอมเสี่ยง  เดินต่อไปข้างหน้าเพื่อหาที่ทางใหม่ที่ดีกว่า(หรืออาจไม่ดีกว่า)ให้กับตัวเอง 

หรือถ้าลองคิดกลับกันการเพ้อถึงฝันที่สวยงามก็ช่วยหล่อเลี้ยงหัวใจไม่ให้เฉาตายได้เหมือนกันนะ  แต่อย่าให้ถึงกับหลงทางหาทางออกไม่เจอก็พอ

 

 

ห้องที่ดูว่างเปล่า เธอก็ดูเงียบเหงา

จากแววตาเธอ คู่นั้นช่างดูเศร้า ฉันรู้เธอเป็นอะไร
ในมือเธอถือรูปถ่าย หน้าต่างเธอปิดเอาไว้
จะเก็บความทรงจำ แค่นั้นก็คงง่าย แต่เก็บเวลาคงไม่ไหว
 อย่าติดกับวันที่ดีเก่า ๆ อย่าอยู่กับความคุ้นเคยเก่า ๆ
อย่าให้วันคืนที่ดีเก่า ๆ มันทำร้าย
เปิดดวงใจของเธอค้นหา สิ่งที่เธอนั้นคอยไขว่คว้า
ให้เวลารักษา และพาให้พบกับวันใหม่
 ออกไปดูข้างนอก และบอกตัวเองเอาไว้
สิ่งดี ๆ ในชีวิตนั้นต้องมีใหม่ ถ้าใจของเธอนั้นพร้อม
วันคืนที่แสนดีนั้นก็ควรที่จะจดจำ
แต่รอคอยให้ย้อนคืน คงต้องเจอแต่ความเจ็บช้ำ
	

ทุกครั้งที่ผมต้องการกำลังใจเพื่อออกไปพบกับวันข้างหน้า 

ผมมักจะเปิดเพลงนี้ที่มีเสียงร้องเพราะๆของพี่โจ้ วงพอส 

คนแต่งเพลงนี้ช่าง Positive Thinking จริงๆ 

เพราะมันไม่ง่ายเลยนะครับกับการทำใจปล่อยวางกับสิ่งสวยงามที่ครั้งนึงเคยเป็นของเรา 

จดจำไว้เพียงแค่ความทรงจำส่วนที่ดีเท่านั้น 

แล้วบอกตัวเองว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้น  ยังมีรอเราอยู่ในวันใหม่

ผมอยากจะสะกดจิตตัวเองให้จมให้กลืนไปกับเนื้อเพลงนี้ 

เพื่อที่จะได้หลุดพ้นไปจากตรงนี้ที่กลับไม่ได้  ไปไม่ถึง 

ลังเลครึ่งๆกลางๆ  พะว้าพะวังหลงทางอยู่ในตัวเอง 

ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้คำตอบหรอกครับ 

เพียงแต่ผมทำใจยอมรับไม่ได้เท่านั้นเอง 

แต่ก็ยังมีอีกลึกๆข้างในที่ผมเชื่อว่า 

เรื่องบางเรื่องก็จำเป็นต้องสู้เพื่อให้ได้มา  ดีกว่ายอมแพ้ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย 

สาธุ ขอให้ผมเจอวันใหม่ที่สวยงาม  

หรือไม่ก็ขอให้เธอเจอวันใหม่ที่ดี

ที่เป็นเหมือนคำตอบให้กับการต่อสู้ที่ปราศจากคู่ต่อสู้ของผมด้วยเถอะ 

 

Chapter 5 - ตัดต่อแบบไม่ติดต่อ

หลังจากไม่ได้หยิบอะเดย์มาอ่านนานมากแล้ว  เมื่อพลิกอ่านเล่มล่าสุด  ก็สะดุดตั้งแต่ต้นเล่มกับบทบรรณาธิการที่พี่ก้องเขียนไว้  ขอลอกมาลงไว้ให้อ่านกัน

ตัวละครตัวนึงในหนังเรื่อง Perhaps Love บอกว่า  ชีวิตแต่ละคน  ถ้าเปรียบเป็นหนัง  ต่างคนต่างก็มีบทเป็นของตัวเอง  บางทีคนคนนึงอาจเป็นตัวละครหลักในชีวิตเรา  แต่สำหรับชีวิตของเขา  เราอาจจะเป็นแค่เพียงตัวประกอบที่มีบทนิดเดียว  หนำซ้ำบางทีในช่วงตัดต่อ  บทของเรายังอาจถูกตัดทิ้งไปเลยก็ได้  เขาว่าในระหว่างการแก้ไขบทและการตัดต่อ  อาจมีบางคนพลาดตัดบทบางส่วนหรือตัวละครบางตัวที่ไม่ควรจะตัดทิ้งไปโดยไม่รู้ตัว  หน้าที่ของตัวละครตัวที่พูดประโยคนี้ก็คือ  เอาส่วนที่ตัดทิ้งไปแล้วไปเติมคืนให้กับเจ้าของ

โชคไม่ดีที่ในชีวิตจริง  เราตัดช่วงเวลาไหนทิ้งไปแล้ว  ไม่เคยมีใครตามเก็บมาคืนให้ได้

คงเป็นเพราะผมกำลังอยู่ในmoment ที่ไม่ปกติธรรมดามั้ง  ผมถึงนึกเปรียบเทียบตัวเองกับตัวละครที่ถูกตัดบททิ้งไปแล้ว

และคงไม่มีใครตามเก็บมาคืนผมอย่างแน่นอน

5월 23일

Chapter 4 - ยาแก้ไข้ขนานดี 2 เม็ด

" หา  180 / 200  ทำไมความดันสูงจัง  ไปทำอะไรมา "

เสียงแหลมสูงของพยาบาลสาวที่เคยหน้าตาใจดี  แต่หลังจากวัดความดันผมซ้ำถึง 3 รอบก็เริ่มไม่ใจดีเท่าไหร่แล้ว

ผมเพิ่งรู้ว่าการไปโรงพยาบาลกับไปคลินิกคนเดียวนั้นความรู้สึกมันแตกต่างกันมาก  ไม่รู้ว่าเป็นผลมาจากขนาดหรือปริมาณของความป่วยที่ลอยวนเวียนอยู่รอบตัวหรืออย่างไร  แต่เมื่อนั่งป่วยสั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่ในโรงพยาบาล  มันพาลให้ใจสั่นตามไปด้วยยังไงไม่รู้

หลังจากรับยาเสร็จก็เดินอย่างเดี่ยวดายขึ้นรถกลับบ้านอย่างดายเดี่ยว 

ในระยะ 2-3วันที่ผ่านมา  ผมกลับมามีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น(ทั้งที่แท้จริงจะไม่อยากมีก็ตาม)  ทำให้ผมได้มีโอกาสคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา  ผมพบว่า

 

1.

เมื่อเธอเดินเร็ว  แต่ผมเดินช้า  แล้วเมื่อเราเดินไปพร้อมกันล่ะ

          คำถาม คือ  เมื่อทั้งสองคนเดินเร็วช้าต่างกัน  จะมีวันที่ทั้งคู่ได้เดินจับมือกันไหม 

          คำตอบ คือ  มี  แต่.....ก็ต่อเมื่อคนทั้งสองต้องปรับจังหวะก้าวให้ระยะต่างลดน้อยลงที่สุด  เธอที่เดินเร็วก็คงต้องสาวเท้าให้ช้าลง  ผมที่เดินช้าก็ต้องช่วยเร่งฝีเท้าไล่เธอให้ทัน  แล้วเมื่อเดินเสมอกันเมื่อไหร่ก็แค่ยื่นมือออกไปจับกันไว้ให้แน่น  แล้วต่อไปทุกก้าวที่ทั้งสองเดินก็จะเป็นจังหวะเดียวกัน  และเมื่อไหร่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง  เริ่มกลับเข้าสู่จังหวะเดิมที่เคยเป็น  ก็ไม่น่าเป็นห่วง  เพราะยังไงก็ไม่ได้เดินนำหน้าหรือล้าหลังกว่ากันเกินหนึ่งช่วงกุมมือ  มือที่จับกันไว้จะช่วยดึงรั้งให้กลับเข้าสู่ระนาบเดียวกันอีกในที่สุด

 

2.

ว่าด้วยเรื่องทฤษฎี intersect

          ผมจำไม่ได้ว่าตอนที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง Set  เทอมนั้นผมได้เกรดอะไร  แต่ผมจำความรู้ในเรื่องนั้นได้มาจนถึงตอนนี้พอสมควร

          และยิ่งจำได้ดีขึ้น  เมื่อครั้งหนึ่งผมเคยนั่งคุยกับเพื่อนสนิทที่พาเอาเรื่องพื้นที่ส่วนตัวเข้ามาผูกไว้กับเรื่องพื้นที่ Set 

          ยังจำกันได้ไหมว่าถ้ามีวงกลม 2 วง  เลื่อนกรอบเข้าซ้อนทับกัน  ส่วนที่ซ้อนทับกันเราจะเรียกมันว่า intersect และโยนค่าสมการให้เป็นทั้งของวงกลม A และ B เพราะต่างใช้พื้นที่ร่วมกัน

          แต่ขณะเดียวกันพื้นที่ที่เป็นของ A และ B อย่างสมบูรณ์ก็ต้องลดน้อยลงด้วยเช่นกัน

          ยิ่งพื้นที่ intersect มากขึ้นเท่าใด  พื้นที่ของ A และ B ก็ลดน้อยลงเท่านั้น  เหมือนกันกับค่าพื้นที่ส่วนตัวของคนสองคน

          ที่ผมเชื่อเหลือเกินว่า  แรกเริ่มที่คบหาทำความรู้จักกันทั้งสองต่างก็พยายามดันวงกลมของตนเองให้ซ้อนทับเข้าหาอีกฝ่ายให้มากขึ้นเสมอ  แต่เมื่อถึงเวลาช่วงหนึ่งที่พอหันหลังกลับไปแล้วพบว่าพื้นที่ของเราคนเดียวนั้นเหลือน้อยเต็มที  เมื่อถึงเวลาที่อยากจะพักหายใจจากพื้นที่ร่วม  กลับไปโลดแล่นก็ดันมีพื้นที่คับแคบจนอึดอัดเสียอีก  เมื่อเลยมีถึงตอนนี้ปฏิกริยาต่อมาก็คือการร้องขอพื้นที่ส่วนตัวที่ตนเองเริ่มกลัวว่าจะสูญเสียมันไปกลับคืนมา  วงกลมทั้งสองก็จะเริ่มถอยห่างถ่างออกจากกันให้เหลือส่วนซ้อนทับน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้  กลับไปเริงร่าในโลกส่วนตัวพร้อมกับสำรวจจิตใจอย่างละเอียดว่า intersect แค่ไหนถึงจะพอดีสำหรับตัวเอง  ทีนี้เราก็จะได้ intersect ที่ทั้งคู่ยินดีเดินซ้อนทับกันอย่างอิ่มเอมใจตลอดไป

          แต่ผมเชื่อว่าไม่ง่ายและไม่ทุกคู่หรอก  ที่จะจบลงอย่างสวยงามแบบนี้  บ้างก็ถอยห่างกันจนวงกลมหลุดออกจากกัน  บ้างก็ยอมซ้อนทับกันแทบเต็มวงด้วยความอดทนตลอดไปด้วยพันธะที่ชื่อว่า ลูก    

          แต่ไม่ว่าจะจบลงแบบไหน  สิ่งสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่การผ่อนปรนพื้นที่ของกันและกัน  อาจจะเกิดปฏิกิริยาดึงเข้าหาสลับกับการถอยร่น  เป็นวัฏจักรก็ไม่ใช่เรื่องแปลก  แต่อย่าถึงกับหลุดวงออกจากกันก็พอ 

 

          2 ข้อคิดที่นึกขึ้นมาในช่วงนี้  ช่วยปลอบประโลมจิตใจที่หนาวสั่นด้วยฤทธิ์ไข้ได้พอสมควร  แต่เชื่อว่ายังไม่หายขาดหรอก  เพราะเชื้อมันยังอยู่

  

5월 13일

(Good)Chapter 3 - ไม่ใช่บังอรแต่ก็บังเอิญได้ดูรุ้งกินน้ำกลางกรุงเทพมหานครจนจบแบบลงเอยกันด้วยดี

18.30

"ท๊อป ปลาคราฟโทรมาว่ามีบัตรคอนเสิร์ตอัสนี-วสันต์ 20 ปีเหลือ 2 ใบ อยากไปดูมั๊ย"

    จะมีใครบ้าและกล้าปฏิเสธความสนุก 2 ที่แบบนี้ได้ลงคอ แม้ว่าขณะนั้นผมจะกำลังเคลิบเคลิ้มกับเพลงแจ๊ซของ Pink Martini พลางที่ตาก็ไล่อ่านงานเขียนชั้นดี "มากกว่านั้น" ของพี่โหน่ง พร้อมกับจิบชาโกลด์เบลนด์ของWaitrose(นัยว่าเป็นสุดยอดแห่งชา ที่เปรียบดั่งการรอยลความงามของดอกกุหลาบแรกบาน) สลับกับพ่นควันโทแบ็กโคกลิ่นแมงโก้เอ็กโซติดออกปาก - สลัดตูดสองสามทีก่อนตอบว่า " ไปสิ "

    แต่เอากับเขาสิเวลาเริ่มเล่นสดมันตอน 1 ทุ่ม นี่ !!!

19.00

    โชคดียังเข้าข้างไม่หยุดหย่อน เราไม่ต้องรีบร้อน เพราะบัตรและเจ้าของผู้มีเมตตาจิตเพิ่งเดินทางมาจากราชเทวี ขณะที่เรายังนั่งซดก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กต้มยำรสเด็ดอย่างเอร็ดอร่อย

19.45

     หลังจากรับบัตรมาถือไว้ในมือ เมื่อพลิกดูไปมาพบว่าที่ด้านหลังพิมพ์เวลาเล่นไว้ 19.00 แต่นี่ก็เลยเวลาเล่นมาตั้งนานยังไม่เริ่มเลย โชคดีอีกแล้ว และแทบจะทันทีที่เดินเข้าจับที่นั่งได้ เสียงโห่ร้องตะโกนก้องของผู้คนนับหมื่นก็ดังขึ้นต้อนรับการเปิดตัวทีละคนๆของเหล่าศิลปินบนเวที

     เพลงแรกเริ่มเล่นจากการกระหน่ำย้ำจังหวะกลองที่หนักแน่น ปลุกเร้าให้หัวใจเต้นระรัวแปลกเปลี่ยนไปจนถึงกับขนลุกเกลียว "บังอรเอาแต่นอน กุ้มใจไม่มี ล ลิง ก็เคยสัญญา จินตนาการ กรุงเทพมหานคร รุ้งกินน้ำ " และอีกมากมายหลายสิบเพลง สลับสับเปลี่ยนจังหวะช้าเร็วเพลงแล้วเพลงเล่ายาวนานต่อเนื่องเกือบ 3 ชั่วโมงเต็ม ดูยาวนานแต่อิ่มเอมและให้หวนระลึกได้ว่าเพลงแต่เพลงนั้นร้องได้จนติดปากถึงจะร้างหูไปนานก็ตาม บางเพลงได้ยินครั้งแรกก็ตั้งแต่เพิ่งหย่านมแม่ได้ไม่นานด้วยซ้ำไป

    ขณะกำลังสนุกและอินอย่างเต็มที่ก็ได้ข้อคิดผุดขึ้นมาสองข้อ ข้อแรก - เพลงที่ดีนั้นเป็นอมตะและไม่มีวันตายจริงๆ บ่อยครั้งที่เห็นคนรุ่นใหม่จำนวนมากเบ๊ปากพร้อมก่นด่าเพลงเก่าๆว่า เสี่ยวเชย แต่เชื่อไหมว่า เก้าในสิบคนนั้นกลับจำเนื้อและร้องเพลงเหล่านี้ได้ดีมาก ข้อสอง - ความน่ารักของการผลัดวัยของกลุ่มคนฟังจากน้องก็กลายเป็นพี่ จากพี่ก็กลายเป็นพ่อ ภาพครอบครัวที่ไล่ตั้งแต่พ่อแม่ที่อายุเลยเลขห้าไปแล้ว ควงแขนมากับลูกๆวัยทำงาน หนำซ้ำบางทียังพ่วงมาด้วยหลานตัวน้อยอีกต่างหาก ยิ่งน่ารักไปกันใหญ่เมื่อทุกคนโบกไม้โบกมือลุกขึ้นเต้นอย่างพร้อมหน้า แค่ลองคิดก็อดขำไม่ได้ว่า ถ้าครั้งหนึ่งคุณพ่อเหล่านั้นเคยเป็นคุณพ่อจอมเฮี้ยบ แต่พอมาวันนี้กลับลุกขึ้นเต้นเลียนแบบท่าลูกๆ บรรดาลูกๆจะรู้สึกยังไงบ้าง แต่ที่รู้ๆคือ ผมชอบคอนเสิร์ตของศิลปินที่ยืนระยะมายาวนานแบบนี้มากๆ เพราะได้เห็นระยะทางที่เขาเดินมาเป็นรอยประทับเป็นยิ้มที่เปื้อนอยู่บนแก้มของคนทุกช่วงวัยในครอบครัวที่เดินเกี่ยวก้อยมาดูอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน

     เผลอๆผมว่าวิธีนี้ยังจะเป็นการส่งเสริมสถาบันครอบครัวที่ดีเยี่ยมซะยิ่งกว่าการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานของกลุ่มคนที่เราเลือกเข้าไปทำงานบริหารประเทศแทนเราซะอีกนะ

2.45

     นั่งเขียนสเปซแบบโคตรง่วง  แต่ขอฝืนถ่างตาละเลงให้จบ  เพราะเชื่อว่าถ้าผ่านการนอนไปสักหนึ่งตื่น  อารมณ์ที่คั่งค้างอยู่นี้จะเหือดหายไปหมด 

5월 8일

(Good) Chapter 2 - เสียงคลื่นที่มองไม่เห็นแต่เป็นแบบทดสอบ

กำลังนั่งเรือไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สาธร

เสียงคลื่นที่กระทบเรือดังแข่งกับเสียงของคู่สนทนา  ที่ผมลอบสังเกตุได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงในปริมาณหนึ่งพอให้รู้สึกได้ละลายปนมาอย่างแนบเนียน

ความกังวลบางอย่างเกิดขึ้นในใจจนทำให้สมาธิต่อกิจตรงหน้าไขว้เขวอยู่เอาเรื่องเหมือนกัน  เป็นธรรมดาที่เมื่อมีอะไรบางอย่างมากระทบเข้าย่อมต้องเป๋กันบ้าง  และยิ่งเมื่อเกิดขึ้นบ่อยยิ่งเกิดความกลัวว่าจะเกิดซ้ำขึ้นอีกเมื่อไหร่ก็ได้ 

เมื่อรู้ว่าจะมีคลื่นลมแปรปรวนม้วนตัวเข้ากระทบฝั่งได้ทุกเมื่อ  ก็ต้องทำตัวให้หนักแน่นเหมือนเม็ดทรายที่ชุ่มน้ำทะเลเกาะตัวกันจนแข็งแกร่งนั้นต่างหากเล่าที่เป็นเรื่องสำคัญ  เพราะแน่นอนว่าคลื่นลมในทะเลย่อมเกิดความปั่นปวนได้ทุกเมื่อ

แต่ถ้ารักจะเป็นเม็ดทรายที่มีหยดน้ำทะเลแทรกตัวอยู่ในทุกอณู  ก็จำเป็นต้องมั่นคงเป็นปึกแผ่นที่พึ่งพิงได้  และไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าแต่อย่างใดที่บางครั้งคลื่นจะผ่านเข้ากระทบฝั่งรุนแรงกว่าปกติบ้าง  เพราะอย่างน้อยที่สุดคลื่นก็ยังคงพัดมาขึ้นฝั่งอยู่ดี  ไม่ได้เกิดความปั่นป่วนจนถึงกับเปลี่ยนทิศทางไปขึ้นฝั่งอื่น  ทิ้งไว้ให้เม็ดทรายต้องแห้งผาก

และผมเต็มใจเป็นเม็ดทรายอยู่ตรงนั้นเสมอ  เพราะน้ำทะเลที่กำลังพัดผ่านเข้ามาของผม  เธองดงามและสร้างความสดชื่นใจให้กับผม  จนไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมก็จะฝังตัวแน่นอยู่ตรงหาดนั้น  รอวันที่เธอจะแทรกตัวเข้ามาในช่องว่างของผมตลอดไป......

4월 10일

(Good) chapter 1 - ผมตกหลุมรักกับความบังเอิญ

เดี๋ยวพี่จอดตรงร้านข้าวข้างหน้านี่นะครับ

                ก้าวขาลงจากแท็กซี่อย่างทุลักทุเล  คล้ายอาการน้ำในหูไม่เท่ากันจากฤทธิ์น้ำเมาเข้าแทรกซึมครองอำนาจเหนือสำนึกสมอง    

อ้าว  ท๊อป  วันนี้เราทำงานวันสุดท้ายแล้วนะมานั่งคุยกันก่อนสิ

                เสียงแหลมเล็กของ เธอดังขึ้นปลุกสติผมพร้อมโยนความบังเอิญครั้งที่สาม  ตกใส่สมองข้างซ้ายให้ผมตอบตกลงใจภายในเวลาเสี้ยววินาที  แล้วเดินตุปัดตุเป๋รับแก้ววิสกี้โซดาเข้มข้นกำลังดีมาถือในมือ   

         ก่อนหน้าค่ำคืนเมามายนี้  ผมมีโอกาสสัมผัสความบังเอิญที่หนึ่งและสองมาก่อนแล้ว  แต่กลับไม่ยี่หร่าและกล้าทำอะไรมากนักด้วยความไม่พร้อมหลายอย่างในตัว 

          แต่ครั้งนี้เหล้าที่ผ่านคอลงไปได้สองสามแก้วช่วยสร้างความกล้าบางอย่างที่ไม่มักจี่สักเท่าไหร่ให้กลับมาเยือน  กล้าชักชวนเธอคุยแบบออกรสได้อย่างน่าประหลาดใจในความแปลกหน้าของกันและกัน 

          ตาซ้ายขวากลอกกลิ้งลอบมองเจ้าของงานผู้กำลังจะจากไปยังที่อื่นอยู่เป็นระยะๆ   มือซ้ายคีบบุหรี่  มือขวายื่นออกไปเกาะกุมมือของคนรักเป็นบางครั้งคราว  ในบางจังหวะผมต้องผลุบตาหลบ  เมื่อเธอจับได้ว่าผมกำลังแอบมองมือที่ประสานกัน  และแล้วเวลาที่งานเลี้ยงต้องเลิกราก็มาถึง  - แววตาสวยสด ซุกซนและมีชีวิต  ติดตรึงประทับลงบนเซลล์จำนวนมากของสมองก้อนน้อยของผม 

          ราตรีว่างเปล่าผ่านพ้นไปแบบเกือบอิ่ม  ขณะขับรถกลับบ้านอย่างครึ่งสติ  บางห้วงจังหวะนึกคิดอยากส่งสารบางอย่างให้เธอรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดในใจ  แต่ธรรมะบางประการกระโดดออกมาขวางหน้ายืนจังก้าปฏิเสธไม่ให้ทำอย่างแข็งกร้าว  แล้วทุกอย่างก็จบลงราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นในความบังเอิญนั้น  เช้าต่อมาของชีวิตดำเนินไปแบบราบเรียบสามัญราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นในความบังเอิญนั้น 

          แต่ความบังเอิญไม่ยอมหยุดแต่เพียงเท่านั้น  กลับสร้างสถานการณ์ลำเอียงเข้าข้างผมให้เกิดขึ้นซ้ำ  โทรศัพท์ดังขึ้น  เสียงปลายสายแจ้งไขบอกความรู้สึกระทมที่เกิดขึ้นกับเธอ  เราจบกันแล้ว  คำพูดที่เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าแต่กลับทำให้หนึ่งในสี่ห้องของใจผมพองโตอย่างเสียนิสัย 

          ความรู้สึกดีและประทับในความบังเอิญแทรกซึมอยู่ในคำพูดแสดงตัวตนของกันและกันระหว่างผมกับเธอพรั่งพรูไหลลงท่วมความแห้งแล้งที่สร้างความระคายใจให้กับเธอ

          เมื่อโอกาสที่ เราจะได้พบและสอดประสานสายตากันมาถึง  ผมไม่รอช้า  พาร่างไปยืนตรงหน้าเธอโดยเร็วที่สุด   3 ชั่วโมงของการเดินในจังหวะก้าวที่พอดีกัน  สร้างความอบอุ่นและอิ่มเอมย้ำความรู้สึกก่อนนั้นให้ชัดเจนขึ้นจนกระจ่างใจ 

           Let it be  คติประจำใจถูกนำมากล่าวถึงอีกครั้ง  ด้วยเชื่อว่าเรื่องบางเรื่องไม่ใช่เรื่องที่ต้องเร่งด่วนตัดสินใจ  แต่ก็ไม่จำเป็นที่ต้องคิดให้วุ่นวายสมองมากนัก  การปล่อยไปตามหัวใจจึงเป็นวิถีที่ผมเลือกเดินเสมอ  ผมสารภาพความรู้สึกที่เกิดขึ้นข้างในกับเธอในทันทีที่หัวใจห้องล่างซ้ายสะกิดบอก  - อาการบางอย่างที่สะท้อนกลับมาของเธอทำให้หัวใจห้องบนซ้ายตะโกนชมหัวใจห้องล่างซ้ายว่านายทำถูกแล้วที่บอกเธอไป 

           เหตุการณ์จบลงเพียงเท่านี้ในวันนี้  แต่ผมเชื่อว่าในตอนจบของเรื่องต้องเป็นข่าวดีสำหรับผมอย่างแน่นอน  ขอบคุณความบังเอิญที่หล่นลงมาจากฟ้าให้ผมได้ตกหลุมรัก  ขณะที่มือขวาพยายามเอื้อมไปเกี่ยวนิ้วก้อยของเธอไว้ข้างกาย  พร้อมรอยยิ้มที่กว้างอย่างลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งก็เคยยิ้มแบบนี้ได้  ขอบคุณอีกครั้งครับความบังเอิญ - ที่ทำให้ผมได้ตกหลุมรัก......เธอ      

 

ปล. เรื่องยางลบ(ไม่)วิเศษ  คงเป็นเรื่องสุดท้ายแล้วในซีรี่ย์ของห้วงรู้สึกนั้น  ต่อจากนี้ไปmoodของเรื่องใหม่ๆจะเปลี่ยนไป  เพราะวันนี้หัวใจผมเปลี่ยนไปแล้ว