Simply님의 프로필เป็น Top เอง사진블로그리스트기타 ![]() | 도움말 |
เป็น Top เองLess is More !!! 1월 23일 รสโลกที่ลิ้นไม่ยอมรับเมื่อข้าพเจ้าสะดุ้งตื่นขึ้นมาในเช้าสีเทา อบอุ่นจนกรุ่นกระไอแผ่ซ่านแน่นบรรยากาศ
6월 24일 Chapter 9 - เราไม่ใช่อัตตาของเรา1. แก่นธรรมกลางสภาเบียร์ เมื่อหลายวันก่อนได้มีโอกาสนั่งสนทนากับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งถึง “แก่นของจิต” เป็นกระทู้ที่นับว่าค่อนข้างไกลสำหรับคนห่างศาสนาอย่างผมอยู่เอาการ แต่น่าแปลกที่กลับกลายเป็นว่า การสนทนาออกรสออกชาติสนุกสนานกินเวลานานหลายชั่วโมงเลยทีเดียว และยิ่งแปลกที่เป็นวงสนทนาที่มีความขัดแย้งรุนแรงเหลือเกิน ความคิดเห็นส่วนตัวของแต่ละองค์ประชุมไหลลงคละคลุกกับกลิ่นของน้ำเบียร์สีเหลืองทองอำพันในแก้วเย็นเหยียบ ถัดไปไม่ไกลจากโต๊ะในจอตู้กำลังถ่ายทอดสดภาพการซัลโวประตูขึ้นนำ 4-0 ของอาร์เจนติน่าในช่วงมหกรรม(บ้า)บอลโลก ถือเป็นสภาเบียร์ที่มีแง่คิดในทางบวกหักล้างกับอบายมุขได้พอดิบพอดี “ความจริงสัมบูรณ์” และ “การละลดอัตตา” เป็นประเด็นหลักที่เราพูดคุยกัน ผู้ใหญ่ท่านนั้น สรุปเป็นทฤษฎีส่วนตัวให้เราฟังว่า ความจริงของทุกเรื่องในโลกนั้นมีแค่สองอย่าง คือ ความจริงสัมบูรณ์ และ ความจริงสมมุติ แน่นอนว่า แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าเราควรยึดเอาความจริงไหนเป็นที่ตั้งของการดำเนินชีวิต แต่ในชีวิตจริงนั้นทำได้ง่ายซะที่ไหน ความจริงสมมุตินั้นจะฉาบฉวย วูบวาบ สวยงามกว่า เป็นเหมือนขนมหวานที่เราหลงใหลกินเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ แต่มันเป็นมายาที่เปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยแวดล้อมได้เสมอ หากเรายึดเอาความจริงนั้นเป็นที่ตั้ง จะทำให้เราสุข-ทุกข์วูบไหวไม่มั่นคง และมักเป็นทุกข์ได้ง่ายและมากกว่า แต่ถ้ายึดเอาความจริงสัมบูรณ์ ก็จะต้องตามให้ทันว่าเบื้องหลักของการณ์นั้นคืออะไร แล้วทำให้เสมือนกับมีความว่างในจิต ที่ไม่ยึดติดกับอะไรทั้งนั้น มันไม่ทุกข์ ไม่สุข มันสูญ ทำให้แตกประเด็นมาถึงการไม่ติดอัตตาที่ประยุกต์ใช้ได้กับการดำเนินชีวิตจริง ว่าแค่ไหนจึงพอดี เราถกกันว่าคนส่วนมากมักเข้าใจว่าเมื่อไม่ยึดอัตตา ปล่อยวางแล้วจะต้องละทิ้งทุกอย่างให้สิ้น ทำตัวเหมือนกับคนตายที่ยังหายใจ อย่างนั้นถือว่าเป็นอัตตาอีกแบบที่สุดขั้วเกินไป จนจบการสนทนาด้วยใบหน้าแดงก่ำแอลกอฮอลล์ ก็ยังไม่มีข้อยุติว่า แค่ไหนถึงเรียกว่าพอดี เพราะแต่ละคนมีอัตตาที่แตกต่างและจำเป็นต้องคิดเอาเองว่า จุดพอดีอยู่ตรงไหน แต่จุดสำคัญอยู่ที่ อย่างน้อยก็ขอให้ได้แวะเข้าไปทักทายและทำความรู้จักกับอัตตาข้างในบ้างเป็นครั้งคราวก็ยังดีกว่าทำเหมือนไม่รู้จักกัน ปล่อยให้มันควบคุมเราตลอดไป
2. เรา คือ เราและเรา หลายคนคงเคยมีโอกาสอ่านงานเขียนของปราบดา หยุ่นที่พูดถึงความรู้สึกส่วนตัวที่มีต่อความว่า “เรา” พอดีกับเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้บังเอิญคุยกับเพื่อนถึงเรื่องของ “เรา” เธอให้ความสำคัญในแง่ของจำนวนนับและความลึกซึ้งในเชิงปฏิสัมพันธ์เป็นหลัก “เรา” สำหรับเธอจะไม่ใช้เรียกแทนตัวเอง จะถูกใช้เฉพาะเมื่อมีคนสองคนที่อยู่รวมกัน แต่ว่าถ้ายังมีระยะห่างที่ยังไม่ได้รับการยอมรับด้านความรู้สึกจะยังถูกว่าตำแหน่งเป็น “มึง”กับ “ กู” เท่านั้น อย่าได้บังอาจมาทึกทักเรียกรวมเป็น “เรา” เป็นอันขาด แสดงได้ว่าเป็นการให้ความสำคัญกับการคัดสรรและเปิดให้ใครสักคนเข้าไปได้รวมกับตัวตนข้างในได้ยากเอาการ ซึ่งตรงกันข้ามกับความรู้สึกของผมที่เห็นพ้องกับของปราบดา หยุ่นว่า “เรา” นั้น เป็นได้ทั้ง เราคนเดียว กับเราหลายคน เพราะตลอด 24 ปี ที่ผมเติบโตมานั้น ผมได้ซึมซับเก็บเกี่ยวบางสิ่งบางอย่างจากผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไว้ไม่มากก็น้อย ส่วนผสมในตัวผมจึงหลากหลายร้อยพ่อพันแม่มาก การจะเรียกแทนตัวเองว่า “เรา” ก็คงไม่ผิดนัก และที่สำคัญมันให้ความรู้สึกอบอุ่นมากกว่า “ผม” ตั้งมาก เพราะ “ผม-คุณ” เป็นสรรพนามที่มีหน้ากากค่อนข้างหนาชวนอึดอัดเหลือเกิน แต่สุดท้าย “เรา” จะคืออะไรมันก็เป็นเพียงคำสมมุติเท่านั้น อย่าไปยึดติดเอาเป็นอัตตาอะไรเลย - จริงไหมครับ
6월 4일 Chapter 8 - Always ถ้าให้นับกันอย่างจริงจังก็คงได้ราวๆสัก 20-30 หัวที่โผล่พ้นเก้าอี้ขึ้นมา ซึ่งถือว่ามากแล้วสำหรับ หนังนอกกระแสรอบค่ำที่ยืนยงฉายมาเกือบ 2 เดือน
หลังจากฟังเสียงวิพากษ์ที่ค่อนไปในเชิงบวก แล้วก็อยากดูขึ้นมาก่อนที่จะลาโรงไปซะก่อน และเมื่อได้ดูก็ต้องค้อมศีรษะผงกหัวเห็นพ้องวิจารณ์ไปในแนวเดียวกัน บทภาพยนตร์ นักแสดง จังหวะของหนังทำได้ดีมาก และมีหลายฉากที่ตั้งใจเรียกน้ำตาคนดูซึ่งก็ทำได้ผลอยู่หมัดชะงัดงันทีเดียว เพราะผมเห็นหลายคนยกมือขึ้นปาดน้ำตาคนละทีสองที
ประเด็นของเรื่องมองตรงไปที่ทัศนคติที่มีต่อการดำรงชีวิตที่พยายามต่อต้านความเสื่อมโทรมของภาวะทุนนิยม(ที่เกิดขึ้นและครอบงำคนญี่ปุ่นไปเรียบร้อยแล้ว) หนังแสดงให้เห็นถึงความสวยงามของจิตใจใฝ่ดี แต่เสียดายที่ไม่เข้าใจถึงสัญลักษณ์ 'หอโตเกียว' คือ อะไรมีความสำคัญและสร้างขึ้นเพื่อรำลึกอะไรหลังสงครามโลกหรือเปล่า ซึ่งคิดว่าถ้าเข้าใจตรงจุดนี้ อาจช่วยเพิ่มอรรถรสได้อีกเล็กน้อย
เมื่อวานถือเป็นอีกวันที่ผ่านไปอย่างเนิบนาบเชื่องช้า ทว่ากลับทำให้มองตามทุกความคิดที่เกิดกับทุกกริยาจากคนรอบกาย บรรยากาศและสภาพแวดล้อม จนรู้สึกราวกำลังยืนอยู่ในที่สูงก้มหน้าลงมอง ตัวเองที่กำลังวิ่งพล่านอยู่ในวังวนของความพยายามอยาก ที่ก้าวไปสู่สถานที่ที่ตนเองจะเปี่ยมสุขได้
และอดหัวเราะขำตัวเองไม่ได้ ที่ยิ่งวิ่งยิ่งเหนื่อยจนตาพร่าพรายมองอะไรไม่ชัดเจน แต่หลังจากจับจดจ้องติดตามห้วงคิดได้กระชั้นขึ้นแบบนี้ ทำให้ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับตัวเองเหมือนกับคนนอกมองปัญหาที่มักวิเคราะห์ได้เด็ดขาดและแม่นยำกว่าคนในปัญหา
ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือมั่นใจแบบลวงตาหรือเปล่า แต่วันนี้ผมตระหนักได้แล้วว่า 'ชีวิต' คืออะไร ในวัย 24 ปีของคนไกลศาสนาอย่างผมจะคิดไปถึง ผมสัมผัสได้ถึงรักที่เปี่ยมล้นที่คนรอบตัวมอบให้ ผมรู้สึกอิ่มเอิบและขอบคุณมาก ผมเชื่อว่าผมเต็มอิ่มแล้ว ดำเนินชีวิตไปเยี่ยงนี้ได้อย่างมีความสุขได้สบาย และยังมีเหลือเฟือสำหรับความรู้สึกดีๆที่พร้อมจะแบ่งปัน เพราะผมได้รับมามากแล้ว ถึงควรแล้วที่จะส่งต่อความรุ้สึกนั้นให้ผู้อื่นได้ซาบซึ้งแบบมิหวังผลแต่อย่างใด - ผมเชื่อว่าสักวันผมจะทำได้ 5월 29일 Chapter 7 - ข้อความสวยที่ไม่จำเป็นต้องปุจฉา-วิสัชนา เสมอไป1. ลองคุยกันมากขึ้น รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยใจ จะทำให้รู้ว่า เราโชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้รู้จักความรัก อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งมีน้ำตา ทั้งๆที่อีกคนหนึ่งกำลังดีใจ อย่าปล่อยให้ใครอีกคนหนึ่งยิ้ม ทั้งๆที่อีกคนหนึ่งกำลังร้องไห้ อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งพูด ทั้งๆที่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการฟัง อย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งหยิบยื่น แต่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการ ความรักต้องมาความรู้สึกของคน 2 คน
แม้ว่าอ่านดูแล้วจะละม้ายคล้าย ข้อความแสนซึ้งดาษดื่นในฟอร์เวิร์ดเมลล์ทั่วไปก็ตามที แต่ในวันนี้ผมกลับรู้สึกอินกับ"ความ"ในข้อความที่บังเอิญไปอ่านเจอเข้ามากมายผิดปกติเหลือเกิน
ใช่ ที่เรื่องราวการปฏิสัมพันธ์เป็นกริยากระทำที่เกิดขึ้นจากคนมากกว่า 1 คน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่บังคับให้เป็นไปตามทิศทางที่ใครคนใดคนหนึ่งต้องการและถูกใจนั้นเป็นเรื่องยาก และเมื่อไม่พอใจ ก็เป็นเรื่องยากขึ้นไปอีกที่จะทำใจยอมรับในความแตกต่าง และนึกถึงอกเขาอกเราอย่างซาบซึ้งแท้จริง
2. "ทำไม แกต้องรู้สึกว่าตัวเองถูกกระทำด้วย(วะ)" เออ ทำไมต้องรู้สึกแบบนี้อยู่ตลอด โลกไม่ได้เป็น Binary Opposition นะ มันยังมีสีอื่นๆ นอกจากขาว - ดำ - เทา อีกมากมาย แล้วผมก็ค้นพบว่า เมื่อผมเดินเข้าไปจำลองสมมุติตัวเองเป็นคนที่ผมตั้งตนให้เป็นผู้กระทำ ผมจะทำเยี่ยงนั้นด้วยไหม คำตอบ คือ "ทำ" ใครต่างก็ต้องพาตัวเองไปยังพื้นที่ที่ตนพอใจสูงสุดกันทั้งนั้น แต่ก็ยังมักอยู่ภายในกรอบของการไม่เบียดเบียนหรือกระทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น (ถ้าไม่จำเป็นจนถึงที่สุด) จริงๆแล้ว เราไม่จำเป้นต้องหาคำตอบให้กับทุกความสงสัยบ้างก็ดี ปล่อยให้มันเป็นพื้นที่ของความขุ่นมัวและว่างเว้นไว้ให้กับจินตนาการบ้างก็ได้เหมือนกัน เพราะมันคงน่าเบื่อมาก ถ้าทุกอย่างเป็นตรรกะ เป็นปุจฉา-วิสัชนา ไปซะทั้งหมด จริงไหมครับ
5월 27일 chapter 6 - หรือจะเป็นดั่งคำสาปไม่ให้พบเจอวันใหม่
คบเธอมานานจนเผลอไป รักจนล้นใจ รักเธอมานานจนฝันไป ว่าเธอคงมีใจ
ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้ของพี่โอ๋ ธีร์ ไชยเดช ทีไรเป็นต้องพาลให้คิดว่าทำไม คนดีกับคนที่ใช่ มันไม่เป็นคนเดียวกัน(วะ) เป็นคนดีให้ตายยังไงถ้าไม่ไปสะกิดใจให้ใครหันมามองมันก็ไม่มีค่าอะไรหรอก แต่ลองเป็นคนที่ใช่ขึ้นมาแล้วแม้จะมีส่วนด่างพล่อยเราก็มักยอมรับได้โดยง่าย และจิตใจเราโดนสาปได้จริงหรือป่าว หรือเป็นเพียงกับดักทางความรู้สึกของการยึดติดกับพื้นที่สวยงามที่เคยยืนจนไม่กล้าและไม่ยอมเสี่ยง เดินต่อไปข้างหน้าเพื่อหาที่ทางใหม่ที่ดีกว่า(หรืออาจไม่ดีกว่า)ให้กับตัวเอง หรือถ้าลองคิดกลับกันการเพ้อถึงฝันที่สวยงามก็ช่วยหล่อเลี้ยงหัวใจไม่ให้เฉาตายได้เหมือนกันนะ แต่อย่าให้ถึงกับหลงทางหาทางออกไม่เจอก็พอ
ห้องที่ดูว่างเปล่า เธอก็ดูเงียบเหงา จากแววตาเธอ คู่นั้นช่างดูเศร้า ฉันรู้เธอเป็นอะไรในมือเธอถือรูปถ่าย หน้าต่างเธอปิดเอาไว้จะเก็บความทรงจำ แค่นั้นก็คงง่าย แต่เก็บเวลาคงไม่ไหวอย่าติดกับวันที่ดีเก่า ๆ อย่าอยู่กับความคุ้นเคยเก่า ๆ อย่าให้วันคืนที่ดีเก่า ๆ มันทำร้ายเปิดดวงใจของเธอค้นหา สิ่งที่เธอนั้นคอยไขว่คว้าให้เวลารักษา และพาให้พบกับวันใหม่ออกไปดูข้างนอก และบอกตัวเองเอาไว้ สิ่งดี ๆ ในชีวิตนั้นต้องมีใหม่ ถ้าใจของเธอนั้นพร้อมวันคืนที่แสนดีนั้นก็ควรที่จะจดจำแต่รอคอยให้ย้อนคืน คงต้องเจอแต่ความเจ็บช้ำ
Chapter 5 - ตัดต่อแบบไม่ติดต่อหลังจากไม่ได้หยิบอะเดย์มาอ่านนานมากแล้ว เมื่อพลิกอ่านเล่มล่าสุด ก็สะดุดตั้งแต่ต้นเล่มกับบทบรรณาธิการที่พี่ก้องเขียนไว้ ขอลอกมาลงไว้ให้อ่านกัน “ ตัวละครตัวนึงในหนังเรื่อง Perhaps Love บอกว่า ชีวิตแต่ละคน ถ้าเปรียบเป็นหนัง ต่างคนต่างก็มีบทเป็นของตัวเอง บางทีคนคนนึงอาจเป็นตัวละครหลักในชีวิตเรา แต่สำหรับชีวิตของเขา เราอาจจะเป็นแค่เพียงตัวประกอบที่มีบทนิดเดียว หนำซ้ำบางทีในช่วงตัดต่อ บทของเรายังอาจถูกตัดทิ้งไปเลยก็ได้ เขาว่าในระหว่างการแก้ไขบทและการตัดต่อ อาจมีบางคนพลาดตัดบทบางส่วนหรือตัวละครบางตัวที่ไม่ควรจะตัดทิ้งไปโดยไม่รู้ตัว หน้าที่ของตัวละครตัวที่พูดประโยคนี้ก็คือ เอาส่วนที่ตัดทิ้งไปแล้วไปเติมคืนให้กับเจ้าของ โชคไม่ดีที่ในชีวิตจริง เราตัดช่วงเวลาไหนทิ้งไปแล้ว ไม่เคยมีใครตามเก็บมาคืนให้ได้ ” คงเป็นเพราะผมกำลังอยู่ในmoment ที่ไม่ปกติธรรมดามั้ง ผมถึงนึกเปรียบเทียบตัวเองกับตัวละครที่ถูกตัดบททิ้งไปแล้ว และคงไม่มีใครตามเก็บมาคืนผมอย่างแน่นอน 5월 23일 Chapter 4 - ยาแก้ไข้ขนานดี 2 เม็ด" หา 180 / 200 ทำไมความดันสูงจัง ไปทำอะไรมา " เสียงแหลมสูงของพยาบาลสาวที่เคยหน้าตาใจดี แต่หลังจากวัดความดันผมซ้ำถึง 3 รอบก็เริ่มไม่ใจดีเท่าไหร่แล้ว ผมเพิ่งรู้ว่าการไปโรงพยาบาลกับไปคลินิกคนเดียวนั้นความรู้สึกมันแตกต่างกันมาก ไม่รู้ว่าเป็นผลมาจากขนาดหรือปริมาณของความป่วยที่ลอยวนเวียนอยู่รอบตัวหรืออย่างไร แต่เมื่อนั่งป่วยสั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่ในโรงพยาบาล มันพาลให้ใจสั่นตามไปด้วยยังไงไม่รู้ หลังจากรับยาเสร็จก็เดินอย่างเดี่ยวดายขึ้นรถกลับบ้านอย่างดายเดี่ยว ในระยะ 2-3วันที่ผ่านมา ผมกลับมามีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น(ทั้งที่แท้จริงจะไม่อยากมีก็ตาม) ทำให้ผมได้มีโอกาสคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผมพบว่า
1. “เมื่อเธอเดินเร็ว แต่ผมเดินช้า แล้วเมื่อเราเดินไปพร้อมกันล่ะ” คำถาม คือ เมื่อทั้งสองคนเดินเร็วช้าต่างกัน จะมีวันที่ทั้งคู่ได้เดินจับมือกันไหม คำตอบ คือ มี แต่.....ก็ต่อเมื่อคนทั้งสองต้องปรับจังหวะก้าวให้ระยะต่างลดน้อยลงที่สุด เธอที่เดินเร็วก็คงต้องสาวเท้าให้ช้าลง ผมที่เดินช้าก็ต้องช่วยเร่งฝีเท้าไล่เธอให้ทัน แล้วเมื่อเดินเสมอกันเมื่อไหร่ก็แค่ยื่นมือออกไปจับกันไว้ให้แน่น แล้วต่อไปทุกก้าวที่ทั้งสองเดินก็จะเป็นจังหวะเดียวกัน และเมื่อไหร่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง เริ่มกลับเข้าสู่จังหวะเดิมที่เคยเป็น ก็ไม่น่าเป็นห่วง เพราะยังไงก็ไม่ได้เดินนำหน้าหรือล้าหลังกว่ากันเกินหนึ่งช่วงกุมมือ มือที่จับกันไว้จะช่วยดึงรั้งให้กลับเข้าสู่ระนาบเดียวกันอีกในที่สุด
2. ว่าด้วยเรื่องทฤษฎี intersect ผมจำไม่ได้ว่าตอนที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง Set เทอมนั้นผมได้เกรดอะไร แต่ผมจำความรู้ในเรื่องนั้นได้มาจนถึงตอนนี้พอสมควร และยิ่งจำได้ดีขึ้น เมื่อครั้งหนึ่งผมเคยนั่งคุยกับเพื่อนสนิทที่พาเอาเรื่องพื้นที่ส่วนตัวเข้ามาผูกไว้กับเรื่องพื้นที่ Set ยังจำกันได้ไหมว่าถ้ามีวงกลม 2 วง เลื่อนกรอบเข้าซ้อนทับกัน ส่วนที่ซ้อนทับกันเราจะเรียกมันว่า intersect และโยนค่าสมการให้เป็นทั้งของวงกลม A และ B เพราะต่างใช้พื้นที่ร่วมกัน แต่ขณะเดียวกันพื้นที่ที่เป็นของ A และ B อย่างสมบูรณ์ก็ต้องลดน้อยลงด้วยเช่นกัน ยิ่งพื้นที่ intersect มากขึ้นเท่าใด พื้นที่ของ A และ B ก็ลดน้อยลงเท่านั้น เหมือนกันกับค่าพื้นที่ส่วนตัวของคนสองคน ที่ผมเชื่อเหลือเกินว่า แรกเริ่มที่คบหาทำความรู้จักกันทั้งสองต่างก็พยายามดันวงกลมของตนเองให้ซ้อนทับเข้าหาอีกฝ่ายให้มากขึ้นเสมอ แต่เมื่อถึงเวลาช่วงหนึ่งที่พอหันหลังกลับไปแล้วพบว่าพื้นที่ของเราคนเดียวนั้นเหลือน้อยเต็มที เมื่อถึงเวลาที่อยากจะพักหายใจจากพื้นที่ร่วม กลับไปโลดแล่นก็ดันมีพื้นที่คับแคบจนอึดอัดเสียอีก เมื่อเลยมีถึงตอนนี้ปฏิกริยาต่อมาก็คือการร้องขอพื้นที่ส่วนตัวที่ตนเองเริ่มกลัวว่าจะสูญเสียมันไปกลับคืนมา วงกลมทั้งสองก็จะเริ่มถอยห่างถ่างออกจากกันให้เหลือส่วนซ้อนทับน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ กลับไปเริงร่าในโลกส่วนตัวพร้อมกับสำรวจจิตใจอย่างละเอียดว่า intersect แค่ไหนถึงจะพอดีสำหรับตัวเอง ทีนี้เราก็จะได้ intersect ที่ทั้งคู่ยินดีเดินซ้อนทับกันอย่างอิ่มเอมใจตลอดไป แต่ผมเชื่อว่าไม่ง่ายและไม่ทุกคู่หรอก ที่จะจบลงอย่างสวยงามแบบนี้ บ้างก็ถอยห่างกันจนวงกลมหลุดออกจากกัน บ้างก็ยอมซ้อนทับกันแทบเต็มวงด้วยความอดทนตลอดไปด้วยพันธะที่ชื่อว่า ลูก แต่ไม่ว่าจะจบลงแบบไหน สิ่งสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่การผ่อนปรนพื้นที่ของกันและกัน อาจจะเกิดปฏิกิริยาดึงเข้าหาสลับกับการถอยร่น เป็นวัฏจักรก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่อย่าถึงกับหลุดวงออกจากกันก็พอ
2 ข้อคิดที่นึกขึ้นมาในช่วงนี้ ช่วยปลอบประโลมจิตใจที่หนาวสั่นด้วยฤทธิ์ไข้ได้พอสมควร แต่เชื่อว่ายังไม่หายขาดหรอก เพราะเชื้อมันยังอยู่
5월 13일 (Good)Chapter 3 - ไม่ใช่บังอรแต่ก็บังเอิญได้ดูรุ้งกินน้ำกลางกรุงเทพมหานครจนจบแบบลงเอยกันด้วยดี18.30 "ท๊อป ปลาคราฟโทรมาว่ามีบัตรคอนเสิร์ตอัสนี-วสันต์ 20 ปีเหลือ 2 ใบ อยากไปดูมั๊ย" จะมีใครบ้าและกล้าปฏิเสธความสนุก 2 ที่แบบนี้ได้ลงคอ แม้ว่าขณะนั้นผมจะกำลังเคลิบเคลิ้มกับเพลงแจ๊ซของ Pink Martini พลางที่ตาก็ไล่อ่านงานเขียนชั้นดี "มากกว่านั้น" ของพี่โหน่ง พร้อมกับจิบชาโกลด์เบลนด์ของWaitrose(นัยว่าเป็นสุดยอดแห่งชา ที่เปรียบดั่งการรอยลความงามของดอกกุหลาบแรกบาน) สลับกับพ่นควันโทแบ็กโคกลิ่นแมงโก้เอ็กโซติดออกปาก - สลัดตูดสองสามทีก่อนตอบว่า " ไปสิ "แต่เอากับเขาสิเวลาเริ่มเล่นสดมันตอน 1 ทุ่ม นี่ !!! 19.00 โชคดียังเข้าข้างไม่หยุดหย่อน เราไม่ต้องรีบร้อน เพราะบัตรและเจ้าของผู้มีเมตตาจิตเพิ่งเดินทางมาจากราชเทวี ขณะที่เรายังนั่งซดก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กต้มยำรสเด็ดอย่างเอร็ดอร่อย 19.45 หลังจากรับบัตรมาถือไว้ในมือ เมื่อพลิกดูไปมาพบว่าที่ด้านหลังพิมพ์เวลาเล่นไว้ 19.00 แต่นี่ก็เลยเวลาเล่นมาตั้งนานยังไม่เริ่มเลย โชคดีอีกแล้ว และแทบจะทันทีที่เดินเข้าจับที่นั่งได้ เสียงโห่ร้องตะโกนก้องของผู้คนนับหมื่นก็ดังขึ้นต้อนรับการเปิดตัวทีละคนๆของเหล่าศิลปินบนเวที เพลงแรกเริ่มเล่นจากการกระหน่ำย้ำจังหวะกลองที่หนักแน่น ปลุกเร้าให้หัวใจเต้นระรัวแปลกเปลี่ยนไปจนถึงกับขนลุกเกลียว "บังอรเอาแต่นอน กุ้มใจไม่มี ล ลิง ก็เคยสัญญา จินตนาการ กรุงเทพมหานคร รุ้งกินน้ำ " และอีกมากมายหลายสิบเพลง สลับสับเปลี่ยนจังหวะช้าเร็วเพลงแล้วเพลงเล่ายาวนานต่อเนื่องเกือบ 3 ชั่วโมงเต็ม ดูยาวนานแต่อิ่มเอมและให้หวนระลึกได้ว่าเพลงแต่เพลงนั้นร้องได้จนติดปากถึงจะร้างหูไปนานก็ตาม บางเพลงได้ยินครั้งแรกก็ตั้งแต่เพิ่งหย่านมแม่ได้ไม่นานด้วยซ้ำไป ขณะกำลังสนุกและอินอย่างเต็มที่ก็ได้ข้อคิดผุดขึ้นมาสองข้อ ข้อแรก - เพลงที่ดีนั้นเป็นอมตะและไม่มีวันตายจริงๆ บ่อยครั้งที่เห็นคนรุ่นใหม่จำนวนมากเบ๊ปากพร้อมก่นด่าเพลงเก่าๆว่า เสี่ยวเชย แต่เชื่อไหมว่า เก้าในสิบคนนั้นกลับจำเนื้อและร้องเพลงเหล่านี้ได้ดีมาก ข้อสอง - ความน่ารักของการผลัดวัยของกลุ่มคนฟังจากน้องก็กลายเป็นพี่ จากพี่ก็กลายเป็นพ่อ ภาพครอบครัวที่ไล่ตั้งแต่พ่อแม่ที่อายุเลยเลขห้าไปแล้ว ควงแขนมากับลูกๆวัยทำงาน หนำซ้ำบางทียังพ่วงมาด้วยหลานตัวน้อยอีกต่างหาก ยิ่งน่ารักไปกันใหญ่เมื่อทุกคนโบกไม้โบกมือลุกขึ้นเต้นอย่างพร้อมหน้า แค่ลองคิดก็อดขำไม่ได้ว่า ถ้าครั้งหนึ่งคุณพ่อเหล่านั้นเคยเป็นคุณพ่อจอมเฮี้ยบ แต่พอมาวันนี้กลับลุกขึ้นเต้นเลียนแบบท่าลูกๆ บรรดาลูกๆจะรู้สึกยังไงบ้าง แต่ที่รู้ๆคือ ผมชอบคอนเสิร์ตของศิลปินที่ยืนระยะมายาวนานแบบนี้มากๆ เพราะได้เห็นระยะทางที่เขาเดินมาเป็นรอยประทับเป็นยิ้มที่เปื้อนอยู่บนแก้มของคนทุกช่วงวัยในครอบครัวที่เดินเกี่ยวก้อยมาดูอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน เผลอๆผมว่าวิธีนี้ยังจะเป็นการส่งเสริมสถาบันครอบครัวที่ดีเยี่ยมซะยิ่งกว่าการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานของกลุ่มคนที่เราเลือกเข้าไปทำงานบริหารประเทศแทนเราซะอีกนะ 2.45 นั่งเขียนสเปซแบบโคตรง่วง แต่ขอฝืนถ่างตาละเลงให้จบ เพราะเชื่อว่าถ้าผ่านการนอนไปสักหนึ่งตื่น อารมณ์ที่คั่งค้างอยู่นี้จะเหือดหายไปหมด 5월 8일 (Good) Chapter 2 - เสียงคลื่นที่มองไม่เห็นแต่เป็นแบบทดสอบ
“กำลังนั่งเรือไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สาธร” เสียงคลื่นที่กระทบเรือดังแข่งกับเสียงของคู่สนทนา ที่ผมลอบสังเกตุได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงในปริมาณหนึ่งพอให้รู้สึกได้ละลายปนมาอย่างแนบเนียน ความกังวลบางอย่างเกิดขึ้นในใจจนทำให้สมาธิต่อกิจตรงหน้าไขว้เขวอยู่เอาเรื่องเหมือนกัน เป็นธรรมดาที่เมื่อมีอะไรบางอย่างมากระทบเข้าย่อมต้องเป๋กันบ้าง และยิ่งเมื่อเกิดขึ้นบ่อยยิ่งเกิดความกลัวว่าจะเกิดซ้ำขึ้นอีกเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อรู้ว่าจะมีคลื่นลมแปรปรวนม้วนตัวเข้ากระทบฝั่งได้ทุกเมื่อ ก็ต้องทำตัวให้หนักแน่นเหมือนเม็ดทรายที่ชุ่มน้ำทะเลเกาะตัวกันจนแข็งแกร่งนั้นต่างหากเล่าที่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะแน่นอนว่าคลื่นลมในทะเลย่อมเกิดความปั่นปวนได้ทุกเมื่อ แต่ถ้ารักจะเป็นเม็ดทรายที่มีหยดน้ำทะเลแทรกตัวอยู่ในทุกอณู ก็จำเป็นต้องมั่นคงเป็นปึกแผ่นที่พึ่งพิงได้ และไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าแต่อย่างใดที่บางครั้งคลื่นจะผ่านเข้ากระทบฝั่งรุนแรงกว่าปกติบ้าง เพราะอย่างน้อยที่สุดคลื่นก็ยังคงพัดมาขึ้นฝั่งอยู่ดี ไม่ได้เกิดความปั่นป่วนจนถึงกับเปลี่ยนทิศทางไปขึ้นฝั่งอื่น ทิ้งไว้ให้เม็ดทรายต้องแห้งผาก และผมเต็มใจเป็นเม็ดทรายอยู่ตรงนั้นเสมอ เพราะน้ำทะเลที่กำลังพัดผ่านเข้ามาของผม เธองดงามและสร้างความสดชื่นใจให้กับผม จนไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมก็จะฝังตัวแน่นอยู่ตรงหาดนั้น รอวันที่เธอจะแทรกตัวเข้ามาในช่องว่างของผมตลอดไป...... 4월 10일 (Good) chapter 1 - ผมตกหลุมรักกับความบังเอิญ“ เดี๋ยวพี่จอดตรงร้านข้าวข้างหน้านี่นะครับ ” ก้าวขาลงจากแท็กซี่อย่างทุลักทุเล คล้ายอาการน้ำในหูไม่เท่ากันจากฤทธิ์น้ำเมาเข้าแทรกซึมครองอำนาจเหนือสำนึกสมอง “ อ้าว ท๊อป วันนี้เราทำงานวันสุดท้ายแล้วนะมานั่งคุยกันก่อนสิ ” เสียงแหลมเล็กของ “เธอ” ดังขึ้นปลุกสติผมพร้อมโยนความบังเอิญครั้งที่สาม ตกใส่สมองข้างซ้ายให้ผมตอบตกลงใจภายในเวลาเสี้ยววินาที แล้วเดินตุปัดตุเป๋รับแก้ววิสกี้โซดาเข้มข้นกำลังดีมาถือในมือ ก่อนหน้าค่ำคืนเมามายนี้ ผมมีโอกาสสัมผัสความบังเอิญที่หนึ่งและสองมาก่อนแล้ว แต่กลับไม่ยี่หร่าและกล้าทำอะไรมากนักด้วยความไม่พร้อมหลายอย่างในตัว แต่ครั้งนี้เหล้าที่ผ่านคอลงไปได้สองสามแก้วช่วยสร้างความกล้าบางอย่างที่ไม่มักจี่สักเท่าไหร่ให้กลับมาเยือน กล้าชักชวนเธอคุยแบบออกรสได้อย่างน่าประหลาดใจในความแปลกหน้าของกันและกัน ตาซ้ายขวากลอกกลิ้งลอบมองเจ้าของงานผู้กำลังจะจากไปยังที่อื่นอยู่เป็นระยะๆ มือซ้ายคีบบุหรี่ มือขวายื่นออกไปเกาะกุมมือของคนรักเป็นบางครั้งคราว ในบางจังหวะผมต้องผลุบตาหลบ เมื่อเธอจับได้ว่าผมกำลังแอบมองมือที่ประสานกัน และแล้วเวลาที่งานเลี้ยงต้องเลิกราก็มาถึง - แววตาสวยสด ซุกซนและมีชีวิต ติดตรึงประทับลงบนเซลล์จำนวนมากของสมองก้อนน้อยของผม ราตรีว่างเปล่าผ่านพ้นไปแบบเกือบอิ่ม ขณะขับรถกลับบ้านอย่างครึ่งสติ บางห้วงจังหวะนึกคิดอยากส่งสารบางอย่างให้เธอรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดในใจ แต่ธรรมะบางประการกระโดดออกมาขวางหน้ายืนจังก้าปฏิเสธไม่ให้ทำอย่างแข็งกร้าว แล้วทุกอย่างก็จบลงราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นในความบังเอิญนั้น เช้าต่อมาของชีวิตดำเนินไปแบบราบเรียบสามัญราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นในความบังเอิญนั้น แต่ความบังเอิญไม่ยอมหยุดแต่เพียงเท่านั้น กลับสร้างสถานการณ์ลำเอียงเข้าข้างผมให้เกิดขึ้นซ้ำ โทรศัพท์ดังขึ้น เสียงปลายสายแจ้งไขบอกความรู้สึกระทมที่เกิดขึ้นกับเธอ “เราจบกันแล้ว” คำพูดที่เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าแต่กลับทำให้หนึ่งในสี่ห้องของใจผมพองโตอย่างเสียนิสัย ความรู้สึกดีและประทับในความบังเอิญแทรกซึมอยู่ในคำพูดแสดงตัวตนของกันและกันระหว่างผมกับเธอพรั่งพรูไหลลงท่วมความแห้งแล้งที่สร้างความระคายใจให้กับเธอ เมื่อโอกาสที่ “เรา” จะได้พบและสอดประสานสายตากันมาถึง ผมไม่รอช้า พาร่างไปยืนตรงหน้าเธอโดยเร็วที่สุด 3 ชั่วโมงของการเดินในจังหวะก้าวที่พอดีกัน สร้างความอบอุ่นและอิ่มเอมย้ำความรู้สึกก่อนนั้นให้ชัดเจนขึ้นจนกระจ่างใจ Let it be คติประจำใจถูกนำมากล่าวถึงอีกครั้ง ด้วยเชื่อว่าเรื่องบางเรื่องไม่ใช่เรื่องที่ต้องเร่งด่วนตัดสินใจ แต่ก็ไม่จำเป็นที่ต้องคิดให้วุ่นวายสมองมากนัก การปล่อยไปตามหัวใจจึงเป็นวิถีที่ผมเลือกเดินเสมอ ผมสารภาพความรู้สึกที่เกิดขึ้นข้างในกับเธอในทันทีที่หัวใจห้องล่างซ้ายสะกิดบอก - อาการบางอย่างที่สะท้อนกลับมาของเธอทำให้หัวใจห้องบนซ้ายตะโกนชมหัวใจห้องล่างซ้ายว่านายทำถูกแล้วที่บอกเธอไป เหตุการณ์จบลงเพียงเท่านี้ในวันนี้ แต่ผมเชื่อว่าในตอนจบของเรื่องต้องเป็นข่าวดีสำหรับผมอย่างแน่นอน ขอบคุณความบังเอิญที่หล่นลงมาจากฟ้าให้ผมได้ตกหลุมรัก ขณะที่มือขวาพยายามเอื้อมไปเกี่ยวนิ้วก้อยของเธอไว้ข้างกาย พร้อมรอยยิ้มที่กว้างอย่างลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งก็เคยยิ้มแบบนี้ได้ ขอบคุณอีกครั้งครับความบังเอิญ - ที่ทำให้ผมได้ตกหลุมรัก......เธอ
ปล. เรื่องยางลบ(ไม่)วิเศษ คงเป็นเรื่องสุดท้ายแล้วในซีรี่ย์ของห้วงรู้สึกนั้น ต่อจากนี้ไปmoodของเรื่องใหม่ๆจะเปลี่ยนไป เพราะวันนี้หัวใจผมเปลี่ยนไปแล้ว
|
|
|||
|
|